[WordPress] remove_image_size ฟังก์ชั่นใหม่ของ WordPress 3.9

remove_image_size() เป็นฟังก์ชั่นใหม่ที่ถูกเพิ่มมาใน WordPress 3.9 โดยจุดประสงค์หลักของมันคือ ใช้สำหรับกรณีที่เราติดตั้ง Plugin แล้วเจ้า Plugin ตัวนั้นดันใช้ชื่อที่ตั้งสำหรับรูปขนาดนั้นไว้ เป็นชื่อเดียวกับที่เราจะใช้งานแต่คนละขนาดกัน

วิธีการใช้งาน remove_image_size

มาดูวิธีการใช้งานของ remove_image_size() กัน ว่ามีวิธีการใช้งานยังไง

โดย $name ก็คือ ชื่อของรูปที่เราต้องการลบออกไป // แต่ชื่อรูปที่เราไม่สามารถลบขนาดออกไปได้คือ thumb, thumbnail, medium, large, post-thumbnail หรือชื่อรูปที่เป็นมาตรฐานของ WordPress เอง

แต่จากที่เคยใช้งานจะเป็นในกรณีที่จะปรับแต่ง Plugin ของคนอื่นมากกว่า อย่างเช่น เค้าทำ widget ที่จะดึง post ที่เราต้องการมาโชว์พร้อมรูป featured image แล้ว plugin ตัวนั้นดันใช้ขนาดที่ไม่ตรงกับที่เราต้องการใช้งาน เราก็มา remove_image_size() ขนาดรูปใน plugin ตัวนี้ แล้วก็ add_image_size() เข้าไปใหม่ในชื่อเดิม โดยเราเปิดไปที่ functions.php และใส่ code ในลักษณะนี้ลงไป

เพื่อที่เวลา Plugin มีการอัพเดตอะไรก็ตาม ขนาดรูปก็ยังเป็นขนาดที่เราตั้งค่าไว้อยู่ดี

[WordPress] User Roles การกำหนดสิทธิใน WordPress

User Roles ใน WordPress นั้น คือการกำหนดลักษณะการใช้งานของ User นั้นๆ หรือกำหนดสิทธิในการจัดการข้อมูลต่างๆ ของเว็บที่เราทำด้วย WordPress โดยตัว WordPress เองจะมี User Roles ที่เป็นมาตรฐานมาให้แล้ว 5 ตัว โดยเรียงตามสิทธิมากที่สุด ไปหาสิทธิน้อยที่สุด คือ

  • Administrator
  • Editor
  • Author
  • Contributor
  • Subscriber

ซึ่งโดยปรกติจากที่ได้ทำเว็บให้กับลูกค้าหลายๆเจ้า พบว่าเราจะใช้งานอยู่ 2 ตัวหลักๆ คือ Administrator และ Editor ส่วน Author, Contributor และ Subscriber ไม่ค่อยได้ใช้งานมันเท่าไหร่ โดยเราสามารถเข้าไปหาอ่านได้ว่า แต่ละตัวใช้กำหนดสิทธิการใช้งานของ User ไว้ยังไงได้ที่ http://codex.wordpress.org/Roles_and_Capabilities

User Roles : Administrator

สำหรับ Administrator แล้วถ้าเราเข้าไปดูตามเว็บด้านบนที่แปะไว้ จะพบว่ามี Super-Admin อีกอย่าง โดย Super-Admin มีขึ้นก็ต่อเมื่อเราใช้งานเป็น WordPress Multisite แต่ตอนนี้เราสนใจแค่ Administrator อย่างเดียวก็พอ ซึ่ง Administrator นั้นทำอะไรได้บ้าง อธิบายง่ายๆ ก็คือ ทำได้หมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเพิ่ม ลบ หรือแก้ไข Posts Pages, เปลี่ยน Theme, แก้ไขเมนู, จัดการ Plugins ฯลฯ ก็นั่นละ มันทำได้หมดทุกอย่างในเว็บเลย อ๋อ แล้วก็สามารถเพิ่ม ลบ แก้ไข User คนอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน ดูจากเมนูหลังบ้านของ User ที่เป็น Administrator

User Roles - Administrator

สรุปง่ายๆ คือ สิทธิทุกอย่างในเว็บเป็นของ Administrator

User Roles : Editor

สำหรับ Editor ที่มีสิทธิรองลงมาจาก Administrator นั้น ขอพูดถึงสิทธิที่หายไป จะง่ายกว่ามาอธิบายสิทธิที่มันสามารถทำได้ โดยสิทธิที่มันหายไปก็ได้แก่

  • จัดการ Theme (เมนู Appearance จะหายไป)
  • จัดการ Plugins (เมนู Plugins จะหายไป)
  • จัดการ Users คนอื่น (เมนู Users จะถูกเปลี่ยนเป็น Profile เพื่อให้จัดการข้อมูลของตัวเองได้)
  • จัดการ Settings หลักๆ ของเว็บ (เมนู Settings จะหายไป)
  • Import, Export ข้อมูล (เมนูย่อยในเมนู Tools จะหายไป)

แต่หน้าที่ในการจัดการข้อมูลในเว็บยังอยู่ครบ เช่น การเพิ่ม ลบ แก้ไข Posts Pages, จัดการ Media, จัดการ Comments หรือเพิ่ม ลบ แก้ไข Category

User Roles - Editor

สรุปง่ายๆ คือ เป็น User Roles สำหรับจัดการข้อมูลต่างๆ ในเว็บ แต่ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการ Settings เว็บ

User Roles : Author

มาถึงตัวที่ 3 กับ Author โดย Author นั้นจะสิทธิที่หายไปจาก Editor คือ

  • จัดการ Pages (เมนู Pages จะหายไป)
  • จัดการ Posts ของ User อื่น (เข้าเมนู Posts ไปจะสามารถเห็น Posts ของ User อื่น แต่ไม่สามารถแก้ไขได้ แต่สามารถเพิ่ม ลบ Posts ของตัวเองได้)
  • จัดการ Category, Tags (เมนูย่อย Categories และ Tags ในเมนู Posts จะหายไป)

User Roles - Author

สรุปคือ Author จัดการได้แต่เรื่องของตัวเอง ไปยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ได้

User Roles : Contributor

สำหรับ Contributor ก็โดนตัดสิทธิให้น้อยไปกว่า Author อีก ซึ่งเจ้า Contributor เนี่ยมันเขียน Posts ใหม่ได้ แต่ไม่สามารถ Publish เองได้ ต้องรอให้ Editor เป็นคนมา Publish ให้ ดูง่ายๆ จากปุ่ม

User Roles - Publish
ปุ่ม Publish สำหรับ User ที่เป็น Administrator, Editor หรือ Author
User Roles - Review
ปุ่ม Submit for Review สำหรับ Contributor

และถ้า Posts ที่ Contributor ถูก Editor กด Publish ไปแล้ว Contributor ก็ไม่สามารถมาจัดการอะไรได้อีก

User Roles - Contributor

สรุปง่ายๆ คือ Contributor สร้างได้ ถ้ายังไม่มีใครมายุ่งก็ยังจัดการได้อยู่ แต่ถ้า Editor มาแกก็ดูได้อย่างเดียวแล้ว

User Roles : Subscriber

สำหรับ Subscriber เนี่ย เป็นตัวที่สามารถพูดสิทธิของมันได้ง่ายมากครับ คือ จัดการได้แค่ข้อมูลตัวเอง หรือ Profile ตัวเองเท่านั้น อย่างอื่นไม่มีดูจากเมนูจะเข้าใจได้เลยครับ

User Roles - Subscriber

สรุปง่ายๆ คือ ยังต้องให้สรุปอีกเหรอ ก็บอกไปข้างบนแล้ว

[WordPress] WordPress 3.8 Parker มาแล้ว

เป็นธรรมเนียมของ WordPress อยู่แล้ว ที่จะตั้งชื่อในแต่ละรุ่นด้วยชื่อของนักดนตรี ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ ก็ใช้ชื่อของ Charlie Parker โดยการอัพเดตรอบนี้ เป็นการปรับให้หน้าตาของ Dashboard เหมือนกันกับที่ใช้ใน WordPress.com อยู่

ดีไซน์ใหม่ในหน้า Dashboard

overview

หน้า Dashboard ถูกปรับเปลี่ยนใหม่ ให้มีรูปแบบเหมือนกับที่ใช้ใน WordPress.com

design

รวมถึงส่วนอื่น ๆ ในหลังบ้านของเรา ก็ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูสะอาด และสบายตามากขึ้น

ทำให้ใช้งานได้ดีในทุกอุปกรณ์

responsive

ในเวอร์ชั่นก่อน ๆ นั้น การใช้งานบนหน้าจอที่มีขนาดเล็กนั้นใช้งานได้ลำบากพอสมควร แต่ในเวอร์ชั่นนี้ได้ปรับให้ดีไซน์ให้เป็น Responsive แบบเต็มที่ รวมถึงปรับไอคอนต่าง ๆ ให้ใช้ฟอนต์แทนรูป

เลือกสีที่ใช้ในหน้า Dashboard

colors

เราสามารถเลือกใช้สีที่จะใช้ในหน้า Dashboard ได้ โดยตัวระบบได้เตรียมชุดสีไว้ให้เราแล้ว 8 แบบ

Screenshot 2013-12-13 10.27.28

โดยเราสามารถเปลี่ยนสีได้ที่ส่วนของ Users >> Your Profile

ปรับปรุงส่วนจัดการธีม

Screenshot 2013-12-13 10.32.54

โดยทาง WordPress เปลี่ยนรูปแบบการแสดงผลให้เหลือแค่รูปของธีม กับชื่อของธีม และคลิ๊กที่ Theme Details เพื่อเข้าไปดูรายละเอียด

Screenshot 2013-12-13 10.34.29

ปรับปรุงวิธีการใช้งาน Widgets

Screenshot 2013-12-13 10.37.17

จากแต่ก่อนที่เราใช้วิธีลากวาง ก็เปลี่ยนมาใช้วิธีคลิ๊ก เลือกส่วนที่จะให้แสดง แล้วกด Add Widget

Twenty Fourteen

twentyfourteen

และ WordPress เวอร์ชั่นใหม่ ก็มาพร้อมกับธีมมาตรฐานใหม่ คือ Twenty Fourteen ซึ่งรูปแบบการใช้งานจะออกแนวคล้าย ๆ กับการอ่าน magazine ซักเล่มนึง

สำหรับใครที่ใช้งาน WordPress อยู่ก็อย่าลืมอัพเดตเวอร์ชั่นใหม่กันด้วยนะครับ

อยากเป็น Top WordPress Developer ทำอย่างไร

เนื่องจากได้อ่านบทความของ Smashing Magazine ในหัวข้อ How To Become A Top WordPress Developer รู้สึกว่าเป็นประโยชน์กับคนที่อยากจะเป็น WordPress Developer เลยแปลมาให้ได้อ่านกัน (เอาไว้ให้ตัวเองมาคอยอ่านเหมือนกัน แหะๆ) แต่ออกตัวก่อนนะครับ ว่าไม่ได้เก่งภาษาอังกฤษอะไรมาก แล้วคงไม่ได้แปลตามตัวอักษรจากต้นฉบับแบบเป๊ะ ๆ คงมีอะไรที่เป็นคำพูดของผมเองเหมือนกันนะครับ ^^


ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่า การจะเป็น Top WordPress Developer นั้น เราต้องใช้ทั้งเวลา ใช้ทั้งพลังงาน ใช้ทั้งความพยายาม มันไม่มีทางลัด หรือวิธีง่าย ๆ หรอกครับ

ถ้าแค่คุณสามารถ ติดตั้ง WordPress, อ่านบทเรียน, ปรับแต่งธีมได้บ้าง นั่นไม่ได้เรียกว่าคุณเป็น Top Developer คุณเป็นแค่ “Expert” หรือคุณแค่มีความรู้มากกว่าคนทั่ว ๆ ไป แต่ Top Developer คือ เราควรรู้ให้ลึกมากกว่าพื้นฐาน เราต้องสามารถประยุกต์ รวมถึงให้ข้อมูลกับผู้อื่นได้

ทำไมต้องอยากเป็น Top WordPress Developer ละ

ถ้าอย่างนั้นถามกลับว่า ทำไมถึงไม่อยากเป็นละ ถ้าคุณทำงานกับ WordPress หรือวางแผนจะเริ่ม ทำไมถึงเลือกที่จะอยู่ในระดับที่คนทั่ว ๆ ไปเป็น มันคนเป็น WordPress Developer ทั่ว ๆ ไปอยู่มากมายแล้ว แต่ถ้าจะหาเหตุผล ก็ให้ลองมองว่าเมื่อเราเป็น Top WordPress Developer แล้วนั้น

  • ทำเงินกับมันได้ : ตอนนี้มีลูกค้าต้องการคนมาพัฒนา WordPress อยู่เยอะ และลูกค้าก็พร้อมที่จะจ่ายเงินให้กับคนที่เจ๋ง ๆ ในสายงาน WordPress
  • ได้ลูกค้าชั้นดี : เมื่อคุณมาอยู่ในระดับแนวหน้าแล้ว คุณก็สามารถเลือกลูกค้าได้ คุณสามารถบอกปฎิเสธกับโปรเจคงานที่คุณไม่ต้องการ และตอบตกลงกับโปรเจคที่คุณอยากทำ
  • ทำให้เป็นผู้นำทางความคิด : เมื่อคุณอยู่ในระดับแนวหน้าแล้ว คุณจะกลายเป็นผู้นำทางความคิด และความสามารถของคุณจะมีอิทธิพล ที่จะช่วยกำหนดทิศทางของ WordPress ในอนาคตได้

ขอเวลา 1 ชั่วโมงต่อวันในการอ่าน

ใน 1 วันทำงานของคุณ ขอเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อที่จะอ่าน และเรียนรู้เกี่ยวกับ WordPress อย่างที่บอกไว้ข้างต้น ไม่มีทางลัดหรือวิธีง่าย ๆ ที่จะเป็น Top WordPress Developer เมื่อหมดเวลางานแล้ว คุณก็ยังต้องเรียนรู้เพิ่มเติมอีก ถ้าคุณจะดูทีวี ปิดมันไป ถ้าคุณจะเล่นเกม ขายมันทิ้งหรือเก็บมันไปก่อน เพื่อจะให้ตัวเองไปถึงจุดนั้น ก็ต้องมีการเสียสละและทุ่มเทให้กับการพัฒนาตัวเอง

ถ้าจะให้ดี เพื่อที่เราจะได้มีสมาธิในการเรียนรู้ เลิกแชทก่อน ปิดเสียงมือถือ และตั้งใจอ่าน ทำให้เป็นนิสัยแล้วคุณจะรู้สึกว่า เวลามันผ่านไปเร็วกว่าที่คิด และทำให้คุณอ่านได้นานมากขึ้น หรือคุณจะเปลี่ยนมาใช้เป็นวิธีอ่าน 3 ชั่วโมง 2 หรือ 3 ครั้งต่อสัปดาห์

(ทาง Smashing Magazine ก็โฆษณาหนังสือของเค้า Smashing Book #3 โดยในหนังสือจะมีหัวข้อเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้อยู่)

ลงทะเทียนเรียนในมหาวิทยาลัย WordPress

ตอนเห็นหัวข้อ ก็คงคิดใช่มั้ยครับ ว่ามหาวิทยาลัยไหนมีให้ลงทะเบียนเรียนด้วยเหรอ ตามความเป็นจริงก็คือ WordPress นั้นมีข้อมูลให้เราเรียนรู้อยู่มากมาย แค่คุณมีเวลาและตั้งใจที่จะศึกษามัน ก่อนที่คุณจะมีประสบการณ์ในการทำงาน คุณต้องมีการเรียนรู้ไว้ก่อน ดังนั้นเริ่มต้นได้แล้ว อย่ามัวแต่รอ การรอมันขัดขวางการเรียนรู้ของคุณไว้อยู่

พบปะกับกลุ่มคนชั้นนำ

คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล เหมือนกันครับ ถ้าเราอยากเป็น Top WordPress Developer เราก็ต้องมีการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มคนเหล่านี้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการอ่าน blog ของเค้า หรือ follow เค้าใน twitter รวมถึงให้ข้อเสนอแนะเวลาที่พวกเค้าต้องการ ถ้ามีโอกาสไป WordCamps ซะ ไปเจอและฟังที่พวกเค้าคุยกัน

ด้านล่างเป็นรายชื่อส่วนหนึ่งของกลุ่มนักพัฒนา WordPress

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

อยากจะบอกว่า เนื้อหาเกี่ยวกับ WordPress มีอยู่มากมายในเว็บ WordPress เองอยู่แล้ว มีคนอยู่มากมายที่คุยเกี่ยวกับ WordPress ดังนั้นคงเป็นการยากที่จะกรองเนื้อหาที่จะอ่าน ดังนั้นถ้าจะเริ่มต้น คุณควรเริ่มต้นกับเนื้อหาที่มีคุณภาพที่คุ้มค่ากับเวลาที่จะใช้ไป
ด้านล่างเป็นแหล่งของเนื้อหาที่จะเริ่มต้นกับ WordPress

  • WordPress Codex : ที่นี่ คือกรุสมบัติที่รวมทุกอย่างเกี่ยวกับ WordPress ไว้ คุณอาจจะเริ่มต้นกับพื้นฐาน แล้วค่อย ๆ ลงลึกไป เรียนรู้ WordPress semantics รวมถึงศึกษาเกี่ยวกับการออกแบบธีม และพัฒนาปลั๊กอิน
  • หนังสือที่เกี่ยวกับ WordPress : มีหนังสืออยู่เยอะพอสมควรที่เขียนเกี่ยวกับ WordPress อย่าคิดว่า “WordPress For Dummies” มันพื้นฐานเกินไป คุณอาจจะให้ลูกค้าของคุณอ่าน และรับรู้ถึงมุมมองของเค้า เมื่ออ่านจบ คุณอาจจะเขียน Review และขอบคุณคนเขียน
  • Blog เกี่ยวกับ WordPress : หาและติดตาม blog เกี่ยวกับ WordPress เมื่ออ่านจบ ก็ให้ข้อเสนอแนะ คอมเม้นท์คนเขียนเกี่ยวกับบทความของเค้า มี blog มาแนะนำคือ WordPress on Smashing Magazine, WP Tuts+, WP Candy

ทำความเข้าใจเทคโนโลยี

ถ้าคุณอยากเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่อง WordPress คุณควรรู้เทคโนโลยี ควรทำให้ความรู้ของคุณทันสมัย ลองมาดูกันว่ามีเรื่องที่ควรรู้อะไรบ้าง

  • เรียน PHP และ MySQL : เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากที่คุณต้องมีความรู้ PHP และ MySQL ถ้าคุณจะเริ่มต้นเรียนรู้มี Lynda.com หรือ Learnable.com รวมถึง MySQL performance
  • สำรวจ Codebase : สละเวลาที่จะสำรวจดู Codebase ของ WordPress (WordPress codebase on Trac, WordPress codebase on Xref) อ่านคู่มือต่าง ๆ เพื่อทำความเข้าใจว่ามันทำงานอย่างไร
  • ใช้งาน Nightly : ติดตั้ง WordPress ในเครื่องของเรา และติดตั้ง nightly build เพื่อตามติดการเปลี่ยนแปลงสำหรับที่เราจะใช้ในการพัฒนาต่อไป
  • อ่าน “Make WordPress” : ทำความเข้าใจเทคโนโลยีเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนา โดยดูที่ make.wordpress.org คุณสามารถติดตามการพูดคุยเกี่ยวกับ Core Plugins และ Themes สำหรับผู้เริ่มต้นได้

หมั่นฝึกฝน

เมื่อคุณเรียนรู้อะไรมา อย่าลืมที่จะฝึกฝน ทดลองใช้งาน ง่าย ๆ เลยอย่างแรกที่คุณต้องทำคือ สร้างเว็บ WordPress ของคุณเองขึ้นมา และเมื่อไปเจอบทความการสอนอะไร ก็ให้มาทดลองทำกับเว็บคุณเอง

  • WordPress APIs : แน่นอนว่าเริ่มต้นศึกษาที่เว็บของ WordPress เองเลย รายชื่อของ APIs สำหรับ WordPress ลองศึกษาการใช้งาน API แต่ละตัวดูเพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้งาน
  • Ajax in WordPress : คิดว่าคุณน่าจะเคยได้ยินเกี่ยวกับ Ajax มาบ้างแล้ว คราวนี้ถึงเวลาที่คุณต้องเรียนเกี่ยวกับ การใช้ Ajax กับ WordPress แล้วละ ซึ่งมันสามารถพัฒนาไปเป็นใช้ Ajax พัฒนา Plugin อย่าลืมที่จะศึกษาเพิ่มเติมไปเรื่อย ๆ เพื่อสะลมประสบการณ์ในการใช้งาน
  • WordPress PHP Class : รายชื่อ PHP Class ที่ WordPress สร้างไว้ ทดลองใช้งานแต่ละตัว เพื่อที่คุณจะได้รู้วิธีการใช้งานมัน และอยากให้ศึกษาตัว WP_Query, WP_Theme และ wpdb เป็นพิเศษ

เก็บประสบการณ์การใช้ WordPress

หลังจากที่ศึกษาเรียนรู้กันมาพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาลงสนามจริง เก็บประสบการณ์จากการทำงานจริง ๆ แน่นอนว่ามันต้องยากลำบากกว่าการทำโปรเจคของตัวเอง การได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นหนทางที่ดี ที่ทำให้เราได้รับประสบการณ์มากขึ้น

ออกไปหาลูกค้า

ทำงานกับลูกค้า ไม่ว่าจะได้เงินหรือทำฟรี ก็เป็นอีกทางในการสะสมประสบการณ์ของคุณ ลูกค้าจะมีปัญหา มีข้อเสนอแนะที่คุณจะไม่ได้เจอในการทำโปรเจคของตัวเอง ถ้าคุณเพิ่งเริ่มแล้วยังไม่รู้จะหาลูกค้ายังไง ลองอ่าน learn how to get get your first client เก็บประสบการณ์ไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานขนาดใหญ่ หรืองานขนาดเล็ก

ลองทำธีมแจก

ลองทำธีมที่คุณใช้งานบ่อย แล้วขายหรือแจก เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะที่คุณจะได้รับจาก developer ด้วยกันหรือ ผู้ใช้งานทั่ว ๆ ไปที่ใช้ธีมของคุณ ขอความคิดเห็นจาก theme designer ที่คุณรู้จัก แล้วนำทุกข้อเสนอแนะมาพิจารณา เพื่อปรับปรุงธีมของต่อไป

ลองทำ Plugin

หลังที่ศึกษาและทำงานกับ WordPress มาซักพักแล้ว คุณจะเจอความต้องการที่แต่ก่อนไม่เคยเจอมาก่อน สิ่งที่เติมเต็มส่วนนั้นก็คือ plugin คุณก็ประยุกต์สิ่งที่คุณศึกษามาเกี่ยวกับการพัฒนา plugin สร้าง plugin ที่มีความปลอดภัยและตอบโจทย์ความต้องการได้ตรงจุด อย่าลืมที่จะแจกจ่าย หรือทำขาย เพื่อเก็บข้อเสนอแนะจากคนอื่นในการปรับปรุง plugin ของเราต่อไป

// หมดแรงแล้วครับ แหะ ๆ ถ้ามีแรงจะมาแปลต่อนะครับ ภาษาง่อยไปบ้าง ให้อภัยกันด้วยนะครับ >_<

[WordPress] สร้าง Custom Page Template

โดยปรกติแล้ว ในการสร้าง Page ขึ้นมานั้น จะมีการเรียกใช้ File page.php ในการแสดงผลให้ Page ทุก Page แต่ถ้าหากเราต้องการให้สร้าง Page นั้นแสดงผลไม่เหมือน Page อื่น ๆ ละ เราจะต้องทำยังไง

สร้าง page-slug.php เพื่อหน้านั้น

วิธีแรกคือ ให้สร้าง File ชื่อ page-xxx.php โดย xxx คือ slug หรือถ้าให้ดูอย่าง ๆ ง่าย slug จะคือคำที่วงไว้ในรูปครับ

[WordPress] สร้าง Custom Page Template

จากรูป slug คือ tester ให้เราสร้าง File ชื่อ page-tester.php ขึ้นมา หลังจากนี้หน้า (Pages) อื่น ๆ จะให้งาน File page.php แต่เฉพาะหน้า tester นี้จะเรียกใช้งาน File page-tester.php เท่านั้น คราวนี้ก็จะมีข้อสงสัยต่อว่า ถ้าเราต้องการมีอีก 2 หน้าที่ต้องการให้เหมือนกับหน้า tester ละ เราก็ต้องสร้าง page-xxx.php ขึ้นมาอีกสอง File แล้วถ้าเกิดมีอีก 10 หน้าละ เราคงมี File เต็ม Folder Theme เรากันเลยทีเดียว ดังนั้นมาดูวิธีที่สองกันครับ

สร้าง Custom Page Template

ใช่แล้วครับ วิธีที่สองนั้นก็คือ หัวข้อของเรานั่นเอง โดยวิธีสร้าง Custom Page Template นั้นก็ไม่ได้ยากอะไร สมมติเราสร้าง File ขึ้นมาว่า page_test.php เพื่อสร้าง Test Template ขึ้นมา ใน File page_test.php เราต้องขึ้นหัวด้วย

[php]
<?php
/*
Template name: XXXXX
*/
?>
[/php]

เราสามารถใส่ชื่อ Template ของเราว่าอะไรก็ได้ โดยแทนที่คำ XXXXX ในตัวอย่าง อย่างเช่น

[php]
<?php
/*
Template name: Test
*/
?>
[/php]

โดย Template ที่เราสร้าง จะปรากฎให้เราเลือกเวลาเราสร้าง หรือแก้ไข Page ในตำแหน่งดังรูป

[WordPress] สร้าง Custom Page Template

ดังนั้นถ้าเรามีหน้าซัก 10 หน้าที่ต้องการใช้ Template นี้ ก็แค่เลือกให้ใช้งานโดยไม่ต้องไปสร้าง File ให้เยอะแยะรก Theme ของเรา

// สร้าง File แล้ว อย่าลืมเขียน Code ลงไปด้วยนะครับ ไม่อย่างนั้นมันก็ไม่แสดงผลอยู่ดีนะ 😛